สถานีเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแบบออนไลน์ คลองบางน้อย ตั้งอยู่ที่วัดบางน้อย

ต.จอมปลวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

3 ชั่วโมงล่าสุด 48 ชั่วโมงล่าสุด 6 เดือนล่าสุด

ข้อมูลของ สถานีเฝ้าระวังคุณภาพน้ำออนไลน์ คลองบางน้อย

ภาพแผนที่คลองบางน้อย

สถานีเฝ้าระวังคุณภาพน้ำคลองบางน้อย หน้าวัดบางน้อย

ปากคลองบางน้อย

กลางคลองบางน้อย

ปลายคลองบางน้อย

ลักษณะทางกายภาพ คลองบางน้อย

เริ่มจากปากทางเข้าคลองบางน้อย เป็นที่ตั้งของตลาดบางน้อย และเทศบาลตำบลกระดังงา ที่มีร้านค้าอาคารบ้านชั้นเดียว และวัด พื้นที่ของตลาดที่มีกิจกรรมการค้าขายมีทั้งสองฝั่ง คลองบางน้อยเป็นคลองที่มีความกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ความลึกประมาณ ๒ เมตร มีคลองย่อยที่เชื่อมต่อกับคลองนี้ ประกอบด้วย คลองเขาควาย คลองสำโรง โดยส่วนใหญ่ริมสองฝั่งคลองเป็นชุมชน รีสอร์ท มีคลองแยกเชื่อมต่อคลองบางน้อยคือคลองท่าคา ซึ่งภายในคลองนี้มีมีคลองย่อยและลำปะโดงเชื่อมต่อจำนวนหลายแห่ง ประกอบด้วย คลองบ้านใต้ คลองยายแพงและคลองจอมปวก ซึ่งเป็นคลองจอมปลวมเชื่อมต่อคลองบางน้อยมี ความกว้างคลองประมาณ ๔ เมตร มีคลองติดบ้านสวนมโนเวช ความกว้างคลองประมาณ ๓ เมตร คลองสำโรงที่อยู่ทางขวามือ ความกว้างคลองประมาณ ๔ เมตร

ข้อมูลคุณภาพน้ำ

1. ค่ากรด – ด่าง (pH) ค่า pH เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรด - เบส โดยค่า pH จะอยู่ในช่วง 1-14 ถ้าค่า pH น้อยกว่า 7 สารชนิดนั้นก็จะมีฤทธิ์เป็นกรด และถ้าค่า pH มากกว่า 7 สารชนิดนั้นก็จะมีฤทธิ์เป็นเบสหรือด่าง แต่ถ้าค่า pH นั้นมีค่าเท่ากับ 7 แสดงว่าสารชนิดนั้นเป็นกลางหรือที่เรียกว่า pH balance หรือไม่เป็นกรดหรือเบสไม่ทำให้เกิด การระคายเคืองต่อผิวหนัง

ข้อควรระวัง

- pH 4.0 หรือต่ำกว่า = เป็นจุดอันตรายทำให้ปลาตายได้และไม่เหมาะสมในการใช้ปลูกพืชเนื่องจากว่ามีความเป็นกรดมากเกินไปอาจทำให้รากของพืช โดนกัดกร่อนและเน่าได้ง่าย

- pH 4.0-6.0 = ปลาบางชนิดอาจไม่ตาย แต่ผลผลิตจะต่ำคือ การเจริญเติบโตช้าการสืบพันธุ์หยุดชะงัก

- pH 6.5-9.0 = ระดับที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและถ้าถูกปล่อยทิ้งไว้ 2-3 วัน จะมีผลต่อการดูดซึมธาตุอาหารของพืช เช่น ฟอสฟอรัส, เหล็ก, แมงกานีส ทำให้พืชโตช้าได้ครับผม

- pH 9.0-11.0 = ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำหากต้องอาศัยอยู่เป็นเวลานาน

- pH 11 หรือมากกว่า = เป็นพิษต่อปลา

2. ค่าปริมาณออกซิเจน (mg/L) ออกซิเจนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตเนื่องจากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ย่อมต้องการออกซิเจนเพื่อการหายใจและเจริญเติบโต ออกซิเจนในน้ำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น อุณหภูมิระดับความสูงและความเค็ม ออกซิเจนละลายในน้ำได้น้อยเมื่ออุณหภูมิสูง และน้ำที่มีความเค็มสูงจะมีออกซิเจนละลายอัตราความเข้มข้น เท่ากับออกซิเจนในบรรยากาศเรียกว่า จุดอิ่มตัว(Saturation Level) ดังนั้นสัตว์น้ำจะเสี่ยงต่อการขาดแคลนออกซิเจนมากกว่าสัตว์บก ในช่วงฤดูร้อนอัตราการย่อยสลายและ ปฏิกริยาต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้นทำให้ปริมาณความต้องการออกซิเจนสูงไปด้วย บางครั้งในแหล่งน้ำจะมีปรากฎการณ์เกินจุดอิ่มตัว (supersaturation) เนื่องจากการผลิตออกซิเจน ออกมามาก เช่น พืชสีเขียวทำการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ตอนกลางวัน สภาพดังกล่าวหากเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้เช่นกัน ดังนั้นการควบคุม และป้องกันไม่ให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลงอยู่ในระดับต่ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อคุ้มครองให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้ปกติ แหล่งที่มาของออกซิเจนในน้ำ ค่าที่ยอมรับได้จะอยู่ช่วงระดับ 2 ซึ่งเป็นค่าที่น้อยที่สุดที่ยอมรับได้

3. อุณหภูมิ ( oC) อุณหภูมิของน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลโดยทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ จึงจำเป็นต้องทำการตรวจสอบเพื่อหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นระยะทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยปกติอุณหภูมิของน้ำตามธรรมชาติจะผันแปรตามภูมิอากาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาล ระดับความสูงและสภาพภูมิประเทศ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ กระแสลม, ความลึก, ปริมาณสารแขวนลอยหรือความขุ่น และสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไปของแหล่งน้ำ ดังนั้นอุณหภูมิฤดูฝนเฉลี่ย 25 - 35 oC ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสม

4. ค่าการนำไฟฟ้า (µs/cm) เป็นวิธีวัดความสามารถของน้ำในการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าซึ่งเกิดจากมีอยู่ของสารประกอบอนินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำ เช่น แอนไอออนของคลอไรด์ไนเตรต ซัลเฟต และฟอสเฟต (แอนไอออนคือไอออนที่มีประจุลบ) หรือ แคทไอออนของโซเดียมแมกนีเซียม เหล็ก และอะลูมิเนียม (แคทไอออนคือไอออนที่มีประจุบวก)

สารประกอบอินทรีย์ เช่น น้ำมัน ฟีนอล แอลกอฮอล์ และน้ำตาล นำไฟฟ้าได้ไม่ดีนักและมีค่าการนำไฟฟ้าต่ำกว่าเมื่อละลายอยู่ในน้ำ การนำไฟฟ้ายังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอีกด้วยถ้าอุณหภูมิสูง ค่าการนำไฟฟ้าก็จะยิ่งมากขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองจึงรายงานค่าการนำไฟฟ้าที่อุณหภูมิ25 oC) ดั้งนั้นค่าของแข็งละลายในน้ำ จะไม่เกิน 500 มิลลิกรัม / ลิตร ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับได้ เหมาะแก่การทำน้ำประปา

ดังนั้นค่าความนำไฟฟ้าที่ยอมรับได้ ในแหล่งน้ำจืดจะประมาณ 150 - 300 ไมโครซีเมนต์ ซึ่งเป็นค่านำไฟค่าที่ไม่ส่งผลกระทบสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพและพืชน้ำ

5. ค่าความเค็ม (ppt) ความเค็มของน้ำ คือ ปริมาณของแข็ง (Solid) หรือเกลือแร่ต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเดียมคลอไรค์ (NaCL) ที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยมีหน่วยเรียกว่า (parts per thousand) ppt ค่าความเค็มของน้ำจะสัมพันธ์กับค่า Chlorinity ประกอบด้วยปริมาณ คลอไรค์, โบรไมค์และไอโอไดด์ และความนำไฟฟ้า (conductivity) ที่มีอยู่ในน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมความเค็มของน้ำจะแตกต่างตามสถานที่และประเภทของดิน โดยมีผู้แบ่งประเภทน้ำตามระดับความเค็มดังนี้

- น้ำจืด (fresh water) ความเค็มระหว่าง 0-0.5 ppt

- น้ำกร่อย (brackish water) ความเค็มระหว่าง 0.5-30 ppt

- น้ำเค็ม (sea water) ความเค็มมากกว่า 30 ppt ขึ้นไป

ความเค็มของน้ำมีผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ สำหรับสัตว์น้ำบางชนิด เช่น สัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มมากจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพความเค็ม ที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ค่อย ๆ เป็นไปอย่างช้า ๆ โดยสัตว์น้ำจืดสามารถทนอยู่ในความเค็ม 7 ppt ได้ และปลาขนาดเล็กจะมีความทนทานมากกว่าปลาขนาดใหญ่ ค่าความเค็มของน้ำ จะแสดงให้ทราบถึงสภาพทางภูมิศาสตร์และผิวดินบริเวณดังกล่าว เช่น บริเวณที่มีฝนตกชุกและมีน้ำไหลตลอดจะมีความเค็มต่ำที่ประมาณ 0.1-25 ppt ส่วนใหญ่ที่แห้งแล้งและมีการ ระเหยของน้ำสูงก็จะมีความเค็มสูง อย่างไรก็ตามบางพื้นที่หากมีฝนตกชุก น้ำบาดาลอาจมีค่าความเค็มสูงได้เช่นกัน โดยปกติน้ำทะเลจะมีความเค็มประมาณ 35 ppt น้ำกร่อยมีความ เค็มประมาณ 10-15 ppt และน้ำที่มีความเค็มมากกว่า 45 ppt ขึ้นไปจะพบในนาเกลือ อาจไม่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตของสัตว์น้ำบางชนิด สำหรับสัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยอยู่บริเวณ ที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มมากจะมีความสามารถปรับตัวและทนทานต่อแรงดัน Osmotic ได้ดี แต่สำหรับสัตว์น้ำทั่วๆไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเค็มของน้ำที่ เปลี่ยนแปลงได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างช้าๆ ดังนั้นค่าความเค็มที่ยอมรับ ได้ตั้งแต่ 0 - 0.3 พีพีที สัตว์น้ำยังสามารถดำรงชีวิตได้

6. ค่าของแข็งละลายในน้ำ (TDS) (mg/L) ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด หน่วยเป็นมิลลิกรัม/ลิตร หมายถึงแร่ธาตุใด ๆ เกลือ โลหะ ไพเพอร์หรือแอนไอออนที่ละลายในน้ำ ซึ่งรวมถึงสิ่งที่อยู่ในน้ำอื่น ๆ กว่าน้ำบริสุทธิ์ (H20) โมเลกุลและสารแขวนลอย (ของแข็งแขวนลอยเป็นอนุภาคใด ๆ / สารที่ละลายมิได้ตั้งรกรากอยู่ในน้ำเช่นเยื่อไม้.) โดยทั่วไปทั้งหมด ที่ละลายเข้มข้นของแข็งคือผลรวมของไพเพอร์ (ประจุบวก) และแอนไอออน (ประจุลบ) ไอออนในน้ำ นี้ที่จริงคือการทดสอบการนำของไอออนที่มีอยู่ในน้ำ ร่วมถึง Ca2 + Na + K + Fe2 + Fe3 + HCO3- และไอออนที่มี P S & N. ระดับสูงของนา + มีความเกี่ยวข้องกับความเค็มมากเกินไปและจะพบในแร่ธาตุจำนวนมาก โพแทสเซียมรวมอยู่ในวัสดุปลูกและถูกปล่อยออกสู่ระบบน้ำเมื่อพืชมีการผุกร่อนหรือเผา

ค่ามาตรฐานของ TDS

ค่าสูงสุดของสิ่งเจือปนในน้ำ หรือ ค่า TDS ไม่ควรเกิน 500 mg/L หรือ 500 ppm ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในระบบน้ำจะมีค่า TDS เกิน 500 mg/L แต่หากค่า TDS เกิน 1000 mg/L จะเป็นน้ำที่ไม่เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะค่า TDS ที่สูง จะบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของสิ่งเจือปนที่อันตรายและต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่ ค่า TDS สูง จะเกิดจากน้ำมีส่วนผสมของ โปตัสเซียม , คลอไรด์ และ โซเดียม ซึ่งหากมีอยู่ไม่มากก็จะไม่มีผลในระยะสั้น แต่ค่า TDS ที่สูงก็อาจมีสารพิษ เช่น ตะกั่ว ไนเตรท แคดเมียม ละลายอยู่ ซึ่งสารดังกล่าวอาจแสดงผลกระทบในระยะสั้น